Sunday, May 23, 2010

จิตสาธารณะของคนไทยมีไหม? (Any public mindedness exists somewhere here?)

ขยับจะเขียนถึงเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ก็รามือยอมแพ้ไปทุกครั้ง เพราะพบว่ากำลังจะพูดถึงเรื่องที่ “ยากแท้หยั่งถึง” ดังที่ท่านสุนทรภู่เขียนไว้ว่า “จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง…”
แต่เรื่องนี้ก็ยังวนเวียน และโบยตีจิตใจฉันอยู่ตลอดเวลา…
จะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ ว่า “คนไทยไม่มีจิตสาธารณะ” “คนไทยคิดแต่จะเอาเข้าตัวเอง แต่ไม่เคยคิดจะให้อะไรแก่ส่วนรวม” “คนไทยเอาแต่ได้ เห็นแก่ตัว”
...
ฉันรู้สึกเหน็บหนาว และสิ้นหวัง พยายามจะแสวงหาแบบอย่างพฤติกรรมอันควรเชิดชู ที่จะมาหักล้างคำกล่าวหาเหล่านั้นอย่างยากเย็น…
...
…ทำไมเราจึงไม่มีบุคคลตัวอย่างคนหนึ่งคนใดหลงเหลืออยู่ในความทรงจำบ้างเลย ทำไมเราไม่มีคนอย่างโรบินฮู๊ด หรือซอร์โร ที่สถิตอยู่ ณ กลางใจผู้คนเสมอมา ฯลฯ
ทำไมเราไม่เคยมีวีรบุรุษหรือวีรสตรีที่เปล่งประกายแสงรุ่งโรจน์อยู่ในใจ และสามารถกลายเป็นแสงสว่างนำทางให้เราเดินไปบนเส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์อย่างนั้นบ้าง?
มีอยู่บ้าง… แต่ก็รางเลือนเหลือเกิน… ทำไมวีรกรรมอย่างของชาวบ้านบางระจัน ที่รวมตัวกันลุกขึ้นต่อสู้กับพม่าข้าศึกเพื่อปกป้องมาตุภูมิ ถิ่นที่ทำกินของตนอย่างห้าวหาญ จึงปรากฏอย่างรางเลือนในความทรงจำของเรานัก? ทำไมวีรกรรมอย่างของท้าวเทพกษัตรีย์ ท้าวศรีสุนทร หรือกระทั่งท้าวสุรนารี ฯลฯ จึงปรากฏภาพอย่างรางเลือนในความทรงจำของเรานัก?
ทำไม?
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติไทยนี้ ไม่มีวีรกรรมของวีรชนที่ควรเชิดชู เกิดขึ้นมาบ้างเลยหรือ?
หรือว่า สังคมประเทศนี้ไม่เคยยกย่องส่งเสริมวีรกรรมและวีรชน ที่เสียสละตนเองอย่างกล้าหาญ ให้โดดเด่นขึ้นมา เพื่อเป็นแบบอย่างอันน่าภาคภูมิ และปลูกฝังอยู่ในใจของชนรุ่นหลัง ให้เป็นประดุจโคมส่องนำทางแก่พวกเขา? หรือว่าสังคมประเทศนี้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้น้อยเกินไป จำกัดเกินไป?
ไม่รู้กันบ้างเลยหรือว่านั่นคือที่มาอันสำคัญหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “จิตสาธารณะ” ที่ถูกถามหา?

หรือว่าสังคมนี้มีแต่กระบวนการส่งเสริมยกย่องแบบอื่น เช่น การอุทิศหรือเสียสละตนเองเพื่อบุคคล หรือเทพเจ้าที่มองไม่เห็น เพื่อเป็นทางสู่สรวงสวรรค์ส่วนตัวของแต่ละคน? การตัดช่องน้อยแต่พอตัว การรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี การยักย้ายถ่ายเท เล่นเล่ห์เพทุบาย เก่งเฉพาะตน การสะสมอำนาจเพื่อข่มขู่และข่มเหงคนอื่น ฯลฯ
ไม่รู้กันเลยหรือว่านั่นคือที่มาอันสำคัญหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “จิตทาสที่ปล่อยไม่ไป” และหายนะขององคาพยพทั้งมวล?

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์มนุษยชาติคือประวัติแห่งการอยู่ร่วมกัน และการทำลายล้างกัน เพื่อช่วงชิงแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับการดำรงอยู่อย่างดีที่สุดของตน
แต่ประวัติศาสตร์ก็สอนเราว่า ชาติใดที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีจิตสาธารณะ ยิ่งมากก็จะยิ่งใหญ่รุ่งเรือง ในทางตรงข้าม ชาติใดส่งเสริมจิตทาสที่ปล่อยไม่ไป ก็จะเดินสู่หนทางหายนะ และล่มสลายในที่สุด…
จิตสาธารณะ (ที่แท้จริง) จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาเองหรือส่งลงมาจากฟ้า หากแต่จะเกิดขึ้นได้ ท่ามกลางการต่อสู้เพื่ออิสระเสรีภาพและอธิปไตยของมนุษย์เองเท่านั้น…

จิตสาธารณะจะไม่มีวันครองใจผู้ที่ไม่เคยต่อสู้

Monday, March 1, 2010

อย่าแยกอิทธิพลธรรมชาติภายในและภายนอกตัวเราออกจากกัน

(ตอนที่ว่าด้วย "ความมหัศจรรย์ของสิ่งที่อยู่ใต้กะโหลกศีรษะมนุษย์")

เค้าเลิกเถียงกันในประเด็นเรื่อง “อะไรเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ระหว่าง Nature กับ Nurture” แล้ว

ยุคนี้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าไปมากและรวดเร็วจริงๆ จนกระทั่งสิ่งที่เคยเป็นปัญหาที่ยังหาข้อสรุป ไม่ได้ และก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากมายเพื่อแสวงหาทางออก หรือคำตอบที่พึงพอใจ ก็กลับแก้ตกไป ซะเฉยๆ โดยเกือบไม่ทันรู้ตัวเลยก็มีค่ะ

อย่างเช่นปัญหาว่า พฤติกรรมต่างๆของมนุษย์เป็นผลผลิตของธรรมชาติ (คือสิ่งที่มีมาตั้งแต่เกิด ที่เรียกว่า Nature) หรือ มาจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่แต่ละคนเติบโตมา (การอบรมเลี้ยงดูและเงื่อนไข สภาพความเป็นอยู่ หรือที่เรียกกันว่า Nurture) บางคนก็บอกว่าสิ่งที่ติดตัวมาเป็นตัวชี้ขาด คนที่เก่งเพราะสมองดี บ้างก็ว่าได้มาด้วยความสามารถตัวเองแท้ๆ แต่บ้างก็ว่าเป็นเพราะพ่อแม่อบรมเลี้ยงดูมาดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อะไรก็ว่ากันไป…

เถียงกันแทบตาย ลงทุนลงแรงศึกษาค้นคว้ากันอย่างเอาจริงเอาจัง…

สุดท้าย ก็ดูเหมือนจะมาสรุปว่า ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ เพราะต่างก็มีความสำคัญมากพอๆ กัน ไม่สามารถที่จะระบุออกมาชัดๆ ว่าตัวไหนมีบทบาทมากกว่าอีกตัวหนึ่ง…

แต่ที่เด็ดขาดมาก ก็คือ การเปิดเผยผลการศึกษาการทำงานของสมองของคน ที่ถึงแม้จนถึงปัจจุบัน ยังมีรายละเอียดที่ให้ศึกษาอีกมากมาย สลับซับซ้อนมาก แต่เท่าที่ศึกษาได้ผล และนำมาเปิดเผยออกมาแล้ว ก็ช่วยได้มาก มันทำให้เรา เข้าใจกระจ่างชัดขึ้นเกี่ยวกับกลไกมหัศจรรย์ที่อยู่ในหัวกะโหลกมนุษย์ที่เดินกัน ขวักไขว่ไปมาอยู่ทั่วโลก เป็นจำนวนถึงเกือบ 7 พันล้านคนในปัจจุบันนี้นั่นเอง

ความรู้เรื่องการทำงานของสมอง ทำให้เราสามารถเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์ได้มากขึ้น

ความรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของสมองส่วนต่างๆ ทำให้เราเข้าใจภาพกว้างๆ กลไกที่ซับซ้อนนี้ เช่น ทำให้เรารู้ว่า เรามีส่วนของสมองที่เหมือนกับสัตว์เลื้อยคลาน คือก้านสมอง (Brain Stem) ที่ทำหน้าที่รับถ่ายข้อมูล จากประสาทสัมผัสต่างๆ และควบคุมดูแลสิ่งพื้นฐานเช่น การหายใจ และจังหวะเต้นของหัวใจ เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งที่อยู่หลังก้านสมองคือ ซีรีเบลลัม (Cerebellum) เป็นส่วนที่ช่วยประสานการทำงาน ของกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว และมีความจำในเรื่องการเคลื่อนไหว พวกนักกีฬา และนักเต้นรำที่เก่งๆ จะมี ซีรีเบลลัมที่พัฒนาอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีส่วนของสมองที่พัฒนาขึ้นมาภายหลังในช่วงประมาณ 80 ล้านปี (จากช่วงการพัฒนาของสมองมนุษย์ทั้งหมด 280 ล้านปี) มานี้ นั่นคือสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (Mammalian Brain) ค่ะ

สมองส่วนนี้ละค่ะ จะบอกว่าเราคือคน เป็นส่วนที่ใหญ่สุด กินเนื้อที่คิดเป็นร้อยละ 80 ของก้อนเนื้อสมองทั้งก้อน มันอยู่บนหัวกะโหลกของเรา เรียกว่า ซีรีบรัม (Cerebrum) รูปร่างเหมือน ถั่ววอลนัทผ่าครึ่งสองซีกมาประกบกัน รับหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับ การคิด การรู้สึก การจำ และการนำไปสู่ การเรียนรู้และพฤติกรรมต่างๆ ของคนเรา…

เช่น สมองส่วนที่อยู่ส่วนหน้าที่เราชอบเอามือกุมมันเวลาคิดอะไรไม่ออกนั่นน่ะ มันทำหน้าที่เกี่ยวกับ การแก้ไขปัญหานามธรรม เรียกว่า Frontal Lobe ส่วนทางด้านข้างๆตรงขมับค่อนมาทางหลังใบหู ที่เราชอบเอามือ ไปบีบ ไปนวด ทาแป๊ะฮวยอิ้วให้เสมอๆ นั่นก็คือสมองส่วนข้างที่เรียกว่า Temporal Lobe ทำหน้าที่ควบคุมความจำ การได้ยินและภาษา สมองส่วนที่พาดกลางกะโหลก (แนวซ้าย/ขวา) ของเราที่มีชื่อเรียกว่า Parietal Lobe ทำหน้าที่รับส่ง กระบวนการสื่อสารจากประสาทสัมผัสต่างๆ ส่วนสมองส่วนด้านหลังท้ายทอย วางอยู่เหนือ ซีรีเบลลัม เลย นั่นก็คือ Occipital Lobe ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็นค่ะ
แต่สมองทุกส่วนที่ว่ามานั้น ทำงานประสานพร้อมๆ กันไปอย่างสลับซับซ้อนมาก

เรื่องของสมองที่กล่าวมานี้ นี่ยังไม่หมดนะคะ แค่น้ำจิ้มเท่านั้น

ภายในสมองยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกหลายอย่าง และ ซีรีบรัมนี้ ยังมีการแบ่งเป็นซีกซ้ายซีกขวา ที่มีการกล่าวถึงกันมาก เช่นซีรีบรัมซีกซ้ายจะเน้นการทำงานด้านใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ ภาษา และการจำแนกและลำดับเวลา ส่วนซีรีบรัมซีกขวา เน้นด้านการคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ดนตรี การจดจำใบหน้าของคน เป็นต้น แต่ทั้งสองซีกเวลาทำงาน ต้องทำไปพร้อมกันจะขาดกันและกันไม่ได้

สรุปสมองทั้งก้อน แม้ว่าจะมีหน้าที่ต่างๆ กัน หากเรามีแต่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็เดี้ยงค่ะ ทำไรไม่ได้

แบบนี้ก็ไม่น่าแปลกใจนะคะ หากจะมีผู้พบว่า พวกนักดนตรีอมตนิรันดร์กาลอย่างพวกโมซาร์ต เบโธเฟน ฯลฯ จะมีสมองด้านข้างใหญ่พิเศษ โดยเฉพาะข้างขวา…

โอ๊ะ ยาวเกินไปแล้ว เดี๋ยวคนอ่านเมื่อยตา เมื่อยสมอง กุมหน้าผากหรือยังคะ ก็มันนามธรรมจังเลยอ่ะสิ
ขอไปก่อน หากไม่เกินสามารถจะเอารูปประกอบใส่มาด้วยนะคะ (ท่านที่สนใจคลิกไปชมภาพสมองที่บล็อก Momypedia โดยคลิกลิงค์ด้านซ้ายบนนี้นะคะ)

บาย บาย สวัสดีค่ะ

Sunday, December 27, 2009

คนแบบไหนยังไงที่เราจะยอมรับว่า "เจ๋ง", แจ๋ว"

หลายคนก็อาจมีหลายมุมมองที่แตกต่างกันออกไป...

ในมุมมองของฉันนั้น เห็นว่าใครก็ได้ ทุกคนเจ๋ง (หรือที่เรียกว่า Cool) ได้ไม่จำกัดกลุ่มชนชั้นหรืออาชีพความเชี่ยวชาญชำนาญด้านไหนอย่างไร หากเขาผู้นั้นมีความสามารถที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือสร้างความสุขสะดวกสบายให้แก่ทั้งตนเองและสาธารณะ ด้วยผลงานความเหนื่อยยากน้ำพักน้ำแรง หรือความพยายามคิดอ่านของตนเอง หรือ ของ กลุ่มคณะ ก็อาจถือได้ว่า “เจ๋ง” (สมควรได้รับการยกย่อง)

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะรู้สึกว่า ตัดสินง่ายไปไหม?
เดี๋ยวนี้มันมีระบบโปรโมชั่น หรืออาจเรียกว่าปั่นคะแนนนิยม หรือสร้างภาพพจน์ผ่านสื่อต่างๆ บางทีก็รวมอยู่ในระบบการตลาด เรียกว่าขายชื่อเสียงสร้างค่าตัวอะไรเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย สื่อต่างๆ ก็ถูกซื้อถูกขายกันอย่างสลับซับซ้อน เราจะแยกแยะเพชรแท้ / เพชรเทียมได้อย่างไร

ฉันคิดว่า สภาพเหล่านี้ไม่มีอะไรน่ากลัวสำหรับ “คนจริง” เลยค่ะ...
เพราะฉันเชื่อว่า “คนจริงจะอยู่คงทน และผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลาเสมอ”
เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนที่ถูกเป่าลมให้ลอยขึ้นก็จะร่วงหล่นลง ขณะที่คนที่ขึ้นมาด้วยพลกำลังความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง ก็จะอยู่อย่างคงทนและได้รับการจดจารยกย่อง...

ในที่นี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคนเจ๋ง...นั่นคือ...เจ๋งได้ยังไง? เจ๋งมาแต่เกิดเลยหรือไง?

อย่าไปปฏิเสธว่า ไม่ใช่เรื่องของบังเอิญจังหวะดี พอดีอย่างนี้อย่างนั้น หรือบางคนโชคดี ไรงี้
แต่....มีสิ่งหนึ่งที่มักจะโดดเด่นและน่าสนใจมากสำหรับ “คนเจ๋ง” นั่นคือ... การเป็นคนพิเศษในหลายๆ แง่มุม เช่น มีความมุ่งมั่น หมกมุ่น หรือกัดไม่ปล่อย หรือง่วนกับการทำสิ่งนั้นเป็นพิเศษ ลงแรงศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง จนมีความรับรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำนั้นอย่างรอบด้านมากกว่าคนอื่นๆ เท่ากับมีความเชี่ยวชาญชำนาญ ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะนำเอาสิ่งที่ตนเองทำนั้นมาปรับใช้กับโลกที่เป็นจริงได้อย่างเหมาะสม จนสังคมในวงกว้างได้รับประโยชน์และยอมรับได้นั่นเอง...

นี่ก็เท่ากับว่า ต้องไม่เป็น “คนหลุดโลก” และยังต้องเสียสละทิ้งโอกาสด้านอื่นๆ ไปหมดด้วยน่ะสิ

กล่าวอย่างสรุปก็อาจพูดได้ว่า คนเจ๋งก็คือคนที่สามารถค้นพบบทบาทหรือการทำงานของตัวเองในสภาวะแวดล้อมที่หลากหลายซับซ้อน และสามารถวางจุดยืนของตัวเองไว้ในตำแหน่งที่สามารถแสดงบทบาทนั้นได้อย่างมีความหมาย...
ถ้างั้น หากใครค้นพบตัวเองแบบนี้ได้ยิ่งเร็วยิ่งดี ก็จะมีโอกาส “เจ๋ง” ได้ทุกคนเลย...จริงนะ

งั้นก็อย่ามัวช้ารีบค้นหาเข้าเถอะ!

Tuesday, December 1, 2009

มนุษย์นักสร้างสรรค์ (Creative) อาจเป็นคนอยู่ใกล้ๆ เรา

เมื่อได้กล่าวถึงลักษณะพฤติกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่แค่ลอกเลียนแบบ ซึ่งเป็นแค่เพียงทำตามสัญชาตญาณ ไปสู่การปรับประยุกต์จากกระบวนการเรียนรู้ในท่ามกลางการดำเนินชีวิตที่เป็นจริง ในฐานชีวิตต่างๆ ซึ่งจะทำให้คนเราสามารถสร้างสิ่งใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของตนขึ้นมาได้อีกมากมายแล้ว...

ยังไม่หมด... ทุกยุคทุกสมัยของการวิวัฒน์พัฒนาของสังคมมนุษย์จนถึงปัจจุบัน เรายังมีมนุษย์นักประดิษฐ์คิดค้นสร้างสรรค์ หรือที่เราเรียกว่า Creative เกิดขึ้นอยู่เคียงคู่สังคมตลอดมา

ตามความเข้าใจทั่วๆ ไป หรือคำจำกัดความที่ปรมาจารย์ผู้รู้ต่างๆ ได้กล่าวไว้ ก็ว่ามนุษย์นักสร้างสรรค์นั้น จะมีคุณสมบัติที่พิเศษแตกต่างจากคนทั่วๆ ไปในสังคม...
อย่างเช่น นักชีววิทยาที่ทำการศึกษาการทำงานของสมอง ก็ชี้ว่า มนุษย์นักสร้างสรรค์มีความแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่ 3 ประเด็นคือ (1) มักเป็นผู้ที่มีความรอบรู้อย่างสูงโดยเฉพาะในเรื่องนั้นๆ (2) เป็นผู้ที่มีขีดความสามารถที่จะคิดนอกกรอบ ซึ่งเชื่อมโยงมาจากสมองส่วนหน้า (Frontal lobe) ของเขา และ (3) มีความสามารถในการปรับแต่ง ประเมิน ประยุกต์ความคิดริเริ่มจากนอกกรอบที่ได้ให้เกิดความสอดคล้องกลมกลืน โดยการทำงานประสานสัมพันธ์กันระหว่างสารที่ส่งออกมาจากสมองส่วนหน้า (neurotransmitter) กับสารที่ส่งออกมาจากสมองด้านข้าง (temporal lobes) ซึ่งมีหน้าที่ปรับให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานเป็นปกติ

จากข้อสรุปข้างบน ทำให้เราเข้าใจได้ว่า นักสร้างสรรค์ทั้งหลาย มิใช่เทวดาหรือฟ้าส่งมา หรือผุดขึ้นหรือมาลอยๆ หากแต่มีรากฝังลึก (ความรู้จริงรู้แท้) จากสังคมที่เป็นจริง กับขีดความสามารถพิเศษของสมองในการคิดและปรับความคิดให้เหมาะสม หากจะเพิ่มเติมในแง่มุมทางด้านสังคมวิทยาเข้าไป ก็น่าจะเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้บุคคลเหล่านี้มีโอกาสแสดงความสามารถพิเศษให้เป็นที่ประจักษ์ออกมา เช่น อยู่ในครอบครัวที่เข้าใจ มองเห็น ในโรงเรียนที่ส่งเสริมการแสดงออก และสถานที่อยู่ที่ทำงานที่มีสิ่งเอื้ออำนวยที่เหมาะสม และสังคมที่โอบอุ้ม เปิดโอกาส และยอมรับ เป็นต้น

ในสังคมประเทศสหรัฐ มีผู้ทำการศึกษาวิจัย และฟันธงให้บุคคลที่มีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์งาน เป็นชนชั้นหนึ่ง ที่เค้าเรียกว่า “ชนชั้นนักสร้างสรรค์” (Creative Class) ซึ่งคนเหล่านี้มักจะมีแหล่งพำนักที่มีลักษณะพิเศษใหญ่ๆ 3 เรื่องคือ ที่ๆ มีผู้คนที่เฉลียวฉลาดมีการศึกษาสูงรอบรู้อยู่กันมาก และเป็นชุมชนที่มีความหลากหลาย สามารถเลือกวิถีดำเนินชีวิตที่เป็นแบบของตัวได้โดยไม่เอาไปตัดสินคนอื่นที่แตกต่างออกไป และที่สำคัญจะต้องเป็นแหล่งที่สมบูรณ์พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่จำเป็น ที่สนองตอบไฟสร้างสรรค์ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
ผู้ทำวิจัยได้ระบุชื่อสถานที่ๆ ชนชั้นนักสร้างสรรค์ในสหรัฐเค้าชอบไปรวมตัวกันอยู่ เช่น ซิลิคอน แวลลี่ย์ ในแคลิฟอร์เนีย ถนนสาย 128 ในบอสตัน หรือ ประเทศก็ที่ อินเดีย ไอร์แลนด์ สวีเดน เป็นต้น

มนุษย์นักสร้างสรรค์เหล่านี้ จะมีอยู่ในอาชีพต่างๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักการศึกษา นักวิจัย นักสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ศิลปิน นักออกแบบ นักดนตรีและบุคคลบันเทิง คนทำงานด้านสื่อสารมวลชน เป็นต้น

ในบ้านเรา คนเหล่านี้จะรวมตัวกันอยู่ที่ไหนบ้าง ช่วยคิดด้วย...